เชื้อ HIV (เอชไอวี) หรือ Human Immunodeficiency เป็นเชื้อไวรัส ผู้ที่รับเชื้อ HIV หลังรับเชื้อ 2-4 สัปดาห์ ร่างกายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ และมักไม่แสดงอาการใดๆ โดยในระยะนี้ไวรัสจะเข้าไปใน “CD4” และทำให้เซลล์เหล่านี้ตายเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ “CD4” ในเลือดลดจำนวนลง เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่สร้างแอนติบอดีในเลือดซึ่งใช้ในการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ โดยผู้ที่อยู่ในระยะนี้ เรียกว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งถือเป็นระยะติดเชื้อปฐมภูมิ หรือระยะที่ 1..






ระยะติดเชื้อเรื้อรัง (ระยะที่ 2) ผู้ติดเชื้ออาจจะมีเชื้อราขึ้นที่ลิ้น หรือเป็น วัณโรค เริม หรือโรคงูสวัด เกิดขึ้นได้ อาการมักไม่รุนแรง และมักจะรักษาโรคเหล่านี้ได้ ระยะนี้ของโรคก็ยังไม่เรียกโรคเอดส์ เช่นกัน ระยะนี้ เชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลืองและในม้าม และจะแบ่งตัวเพิ่มปริมาณในอวัยวะทั้งสองนี้เป็นส่วนใหญ่ ปริมาณของ CD4 ในเลือดจะลดจำนวนลงอย่างช้าๆ จากงานวิจัยพบว่าเชื้อ HIV ทำลายเซลล์ CD4 โดยเฉพาะตัว Th17 มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย จะไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัส และเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก เพราะ CD4 จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ การได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอและการออกกำลังกายจะเพิ่ม CD4 ได้ด้วยตัวเอง โดยควรพยายามให้ CD4 อยู่ในระดับสูงกว่า 350 cell/cu.mm ค่า CD4 ปกติของคนทั่วไป = 530-1350 cell/cu.mm


ระยะที่เป็นโรคเอดส์ (ระยะที่ 3) พบว่าปริมาณของ CD4 ส่วนใหญ่ต่ำกว่า 200 cell/cu.mm และจะมีการติดเชื้อฉวยโอกาส ในอวัยวะสำคัญอย่างรุนแรง เช่น ปอด สมอง และมีมะเร็งชนิดต่างๆ เกิดขึ้นได้ ระยะนี้เป็นระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายถูกทำลายเกือบทั้งหมด จะเกิดตุ่ม PPE / ผื่น PPE หรือที่เรียกว่าตุ่มเอดส์ หรือตุ่ม HIV ซึ่งแสดงว่าระดับ CD4 ต่ำกว่า 100 cell/ml หรือ CD4 % ต่ำกว่า 5% และการเพิ่ม CD4 ด้วยตนเอง เป็นไปได้ยากขึ้น ดังนั้นผู้ติดเชื้อควรรักษาสุขภาพและระดับ CD 4 ไว้ไม่ให้ก้าวมาสู่ในระยะนี้


สรุป ก็คือระยะที่ 1 และ 2 ของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ยังไม่เรียกว่าเป็นโรคเอดส์
ทางการแพทย์จะเรียกระยะที่ 3 ของโรคว่าเป็นโรคเอดส์เท่านั้น



HIV (human immunodeficiency virus) เชื้อเอชไอวี เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ (AIDS : acquired immunodeficiency syndrome) เมื่อร่างกายติดเชื้อ HIV มาแล้ว เชื้อเอชไอวี จะไปทำลายเซลล์ CD4 ก่อน

3 ระยะ ของผู้ติดเชื้อ HIV
EDUCATE

การแบ่งระยะของผู้ติดเชื้อ จะแบ่งเป็น 3 ระยะโดยมีอาการที่ต่างกันในแต่ละระยะ และขึ้นอยู่กับบุคคลด้วย มาดูกนว่าแต่ละระยะเป็นอย่างไรบ้าง

เกือบ 40 ปีแล้ว ผู้มีปัญหา HIV AIDS อาศัยยาต้านไวรัส ระงับการ copy เพื่อเพิ่มจำนวนไวรัส แต่ไม่ได้กำจัดให้หมดไป เมื่อหยุดใช้ยาเชื้อจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทุกวันนี้หลายคนคิดว่าโรค HIV AIDS นี้ลดน้อยลงหรือว่าอาจจะไม่มีแล้ว ซึ่งเข้าใจผิดนะคะ แต่ละปีนั้นประเทศไทยยังคงมีผู้ติดเชื้อ HIVเสียชีวิตจากโรคเอดส์ปีละประมาณ 15,000 คน

นวัตกรรม "ภูมิคุ้มกันบำบัดของ APCO" ไม่ใช่เครื่องหมายการค้า แต่เป็นชื่อสูตรงานวิจัยของคณะนักวิจัย Operation BIM 

บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน)

สาชารัชดาภิเษก ที่อยู่ : 89 อาคารเอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์ ชั้นที่ 30

ถ.รัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400

Google Map