การแบ่งระยะของผู้ติดเชื้อ จะแบ่งเป็น 3 ระยะโดยมีอาการที่ต่างกันในแต่ละระยะ และขึ้นอยู่กับบุคคลด้วย มาดูกนว่าแต่ละระยะเป็นอย่างไรบ้าง









  • ระยะแรกของการติดเชื้อ เรียกว่า ‘ระยะเฉียบพลัน’ เป็นช่วงระหว่าง 2-4 สัปดาห์ หลังจากติดเชื้อมา ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อส่วนมาก จะเริ่มมีอาการเหมือนเป็น ไข้หวัดใหญ่ มีอาการ มีไข้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีผื่นและปวดหัว อาการเหล่านี้เรียกว่า acute retroviral syndrome หรือ ARS เป็นอาการที่ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ HIV


ในระยะนี้เชื้อไวรัสจะก๊อปปี้เพิ่มจำนวนขึ้นมาอย่างมากและมุ่งไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า CD4 ก่อนเลย ทำให้ผู้ติดเชื้อระยะนี้ CD4 จะลดลงอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากเป็นระยะที่ อาการที่แสดงออกมาดูเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ผู้ติดเชื้อจึงอาจไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อมาแล้วจึงมีโอกาสสูงที่จะแพร่กระจายไวรัสไปสู่ผู้อื่น



อย่างไรก็ตามหลังจากระยะเฉียบพลันนี้สักพัก ระบบภูมิคุ้มกันอันยอดเยี่ยมของเรา จะพยามสู้ ต้านไวรัสเช่นกัน จนไวรัสอาจอยู่ในระดับคงที่ได้ หรือที่เรียกว่า viral set point หมายถึงว่า เป็นช่วงที่เชื้อไวรัสในร่างกายถูกควบคุมโดยระบบภูมิคุ้มกันให้มีปริมาณคงที่ไว้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ CD4 จะเพิ่มขึ้นมาได้อีกครั้ง แต่จะไม่สูงเท่าตอนก่อนติดเชื้อ





  • ต่อมาคือ 'ระยะสงบทางคลีนิค (Clinical Latency Stage)' เป็นระยะที่ร่างกายยังคงมีเชื้อไวรัสอยู่ แต่ไม่แสดงอาการใดๆทางภายนอกออกมา อย่างมากสุดอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย บางครั้งระยะนี้จึงถูกเรียกว่า ระยะติดเชื้อเรื้อรัง (chronic HIV infection) หรือ ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ (asymptomatic HIV infection) ในระยะนี้การเพิ่มปริมาณขึ้นของไวรัสจะอยู่ในระดับต่ำ และอาจใช้เวลานานกว่าสิบปี กว่าไวรัสจะทำลายระบบภูมิคุ้มกัน จนทำให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระยะสุดท้าย คือภาวะผู้ป่วยเอดส์ได้ หรืออย่างที่เราเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ‘บางคนติดเอดส์ยังอยู่ได้มาเป็นสิบปี’ ลักษณะเช่นนี้หละที่หมายถึงผู้ติดเชื้อในระยะนี้ โดยระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันของเราอาจยังพอดูแลร่างกายได้อยู่บ้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราด้วย ถ้าเราไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อแล้ว และยังใช้ชีวิตไม่ระวังไม่ดูแลสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ก็อาจต้านทานไวรัสไว้ได้ไม่นาน และเราอาจเข้าสู่ภาวะผู้ป่วยเอดส์เร็วขึ้น


ระยะสุดท้าย คือ ระยะโรคเอดส์ (AIDS) เป็นระยะที่จากเป็นผู้ติดเชื้อกลายมาเป็นผู้ป่วยเอดส์


โดยปกติระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงดี มีปริมาณเซลล์ CD4 อยู่ระหว่าง 500-1600 cumm. ซึ่งผู้ป่วยเอดส์จะมี CD4 ต่ำกว่า 200 cumm. เมื่อ CD4 มีระดับต่ำแบบนี้หมายถึงระบบภูมิคุ้มกันได้ถูกทำลายไปมากแล้ว ทำให้ผู้ป่วยจะมีอาการ ‘ติดเชื้อฉวยโอกาส (opportunistic infections)’ นั่นคือ การติดเชื้อโรคที่ถ้าเป็นคนแข็งแรงดีติดเชื้อโรคพวกนี้จะไม่ก่อให้เกิดโรคได้ เช่น เชื้อรา ผด วัณโรค เป็นต้น อย่างไรก็ตามถ้ามีการติดเชื้อฉวยโอกาสอย่างใดอย่างนึงแล้ว ก็เรียกได้ว่าคนนั้นเป็นเอดส์แล้ว





ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าไปเสี่ยงมาแล้วแอดแนะนำว่าให้ไป ตรวจเลือด เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะรู้ได้ว่า เราติดเชื้อรึยัง? จะได้รีบหาวิธีแก้ไขต่อไป อาจเป็นวิธีที่ดีกว่าต้องคอยกังวลอยู่แล้วไม่แน่ใจสุขภาพก็อาจยิ่งแย่ลงไปอีกได้ สุดท้ายอย่าลืมใช้ถุงยางอนามัยป้องกันไว้ก่อนด้วยนะคะ



Thanks for living ก้าวมาถึง ep.2 ครั้งนี้ทีมงาน APCO จะมาอัพเดทถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อที่ได้รับการช่วยเหลือให้ได้ใช้นวัตกรรม APCO จากใน ep.0 และ ep.1

ข่าวใหญ่ในช่วงปลายเดือนกรกฏาคม 20 ที่ผ่านมา คือความสำเร็จขั้นต้น ในการพัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัส ว่าสามารถกระตุ้นทำให้เกิด Killer T cell ได้

เกือบ 40 ปีแล้ว ผู้มีปัญหา HIV AIDS อาศัยยาต้านไวรัส ระงับการ copy เพื่อเพิ่มจำนวนไวรัส แต่ไม่ได้กำจัดให้หมดไป เมื่อหยุดใช้ยาเชื้อจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทุกวันนี้หลายคนคิดว่าโรค HIV AIDS นี้ลดน้อยลงหรือว่าอาจจะไม่มีแล้ว ซึ่งเข้าใจผิดนะคะ แต่ละปีนั้นประเทศไทยยังคงมีผู้ติดเชื้อ HIVเสียชีวิตจากโรคเอดส์ปีละประมาณ 15,000 คน

นวัตกรรม "ภูมิคุ้มกันบำบัดของ APCO" ไม่ใช่เครื่องหมายการค้า แต่เป็นชื่อสูตรงานวิจัยของคณะนักวิจัย Operation BIM 

บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน)

สาชารัชดาภิเษก ที่อยู่ : 89 อาคารเอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์ ชั้นที่ 30

ถ.รัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400

Google Map