ผู้ติดเชื้อ HIV




         การเป็นผู้ติดเชื้อ HIV นั้นหากไม่ดูแลตนเองอย่างเคร่งครัด สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายก็คือระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอจนเชื้อไวรัสต่าง ๆ เข้าไปทำลายระบบในร่างกาย เนื่องจากเชื้อ HIV เป็นไวรัสที่ทำให้เม็ดเลือดขาวภูมิคุ้มกันลดลง โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาว CD4 (T-helper) ที่เป็นตัวภูมิคุ้มกันสำคัญในการป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ให้เข้ามาทำร้ายร่างกาย เมื่อค่า CD4 ต่ำลงก็มีโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะพบกับโรคฉวยโอกาส นี่คือความอันตรายของเชื้อ HIV ที่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายโดยตรง แต่กลับทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนร่างกายอ่อนแอและเป็นโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ มากมาย เช่น วัณโรค (TB; Tuberculosis) ไวรัสกับอักเสบบี (HBV; Hepatitis B virus) เป็นต้น การที่ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อันเกิดมาจากเชื้อ HIV ที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันมีโอกาสที่จะพัฒนาจนกลายเป็นโรคร้ายที่ถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว



“การไม่ดูแลตนเอง ทำให้ HIV เป็นเรื่องน่ากลัว”

         อันที่จริงแล้วการเป็นผู้ติดเชื้อจะไม่น่ากลัวเลยถ้าหากว่าสามารถดูแลตนเองได้อย่างดี กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพียงเท่านี้ก็จะไม่มีไวรัสอะไรมาทำร้ายร่างกายได้ แต่หากปล่อยปละละเลยจนกระทั่งเกิดโรคฉวยโอกาสมากมาย ก็จะทำให้รักษายาก ยิ่งถ้าปล่อยให้เป็นถึงขั้น HIV ระยะสุดท้าย ก็มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ทุกนาที



         คุณใหม่คือหญิงสาววัย 30 ปีที่เพิ่งจะมาต่อสู้กับเชื้อ HIV ตอนที่เป็น “ระยะสุดท้าย” เสียแล้ว แถมยังสูญเสียการมองเห็นไปตลอดกาล แต่เธอก็สามารถต่อสู้กับมันจนค่า CD4 ที่เคยเหลือแค่ 6 ขึ้นมาเป็น 410 ได้ในที่สุด



         “ทราบว่าตัวเองติดเชื้อตั้งแต่ตอนอายุประมาณ 28 ปี ตอนนั้นไม่กล้าเข้าใกล้และไม่กล้าคุยกับคนอื่นเลย คิดว่าตัวเองเป็นเชื้อโรคร้ายแรงที่สุด คิดว่าทุกคนต้องรับไม่ได้ ช่วงแรกก็รักษาตัวเอง กินยาต้าน แต่พอระยะเวลาผ่านไปก็ไม่รักษาแล้ว จากนั้นก็ตัดสินใจบอกคุณแม่ว่าเราติดเชื้อ คุณแม่ก็ตกใจอยู่สักพัก ไปหาหมอตรวจค่า CD4 ได้ 6 เราก็รู้ว่านั่นคือใกล้ตายแล้ว ก็เลยยิ่งไม่รักษาตัวเอง ออกจากงาน เที่ยวเรื่อยเปื่อย คิดแค่ว่าเที่ยวไปเถอะ เดี๋ยวก็ตายแล้ว ใช้ชีวิตแบบเสเพลเลยค่ะ”



         จากความท้อแท้ ผิดหวัง คุณใหม่จึงปล่อยตัวปล่อยใจใช้ชีวิตเหมือนทุกวันคือวันสุดท้าย นอกจากการหยุดยาต้านไวรัสแล้วหนำซ้ำเธอยังใช้ชีวิตแบบสุดโต่งจนค่า CD4 ลดต่ำเหลือเพียงเลขตัวเดียว ซึ่งนั่นคือสภาวะที่น่ากลัวมาก ๆ สุดท้ายโรคฉวยโอกาสก็ทำร้ายเธอจนสาหัส



         “อาการที่เกิดขึ้นก็คือวัณโรคมาก่อนเลย เป็นไข้ไม่สบายบ่อยมากติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ไปหาคุณหมอเขาก็บอกว่าจะไม่ไหวแล้วนะ ติดเชื้อในลำไส้แล้วก็เป็นไวรัสตับอักเสบบีด้วย แล้วหลังจากนั้นก็ทรุดหนักเลย มีครั้งหนึ่งนอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วเราไม่ไหวจริง ๆ ถึงขั้นที่คุณหมอปั๊มหัวใจเพื่อช่วยให้เราฟื้นตัว คือคุณแม่เป็นคนที่ทำให้ทุกอย่างเลย มันท้อค่ะ รู้สึกอยากตาย แต่คุณแม่บอกว่าอย่าไปคิด เขาก็ให้กำลังใจบอกว่าสู้ ๆ นะ แม่อยู่เคียงข้าง”




“ปล่อยตัวเองหนักมาก...จนต้องสูญเสียการมองเห็นไปตลอดกาล”






         สาเหตุที่คุณใหม่ต้องกลายเป็นคนตาบอดก็มาจากเชื้อ HIV ที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจนติดเชื้อไวรัส Cytomegalovirus (CMV) อย่างรุนแรง โดยปกติถ้าร่างกายแข็งแรงผู้ติดเชื้อ CMV จะไม่แสดงอาการ แต่ถ้าหากร่างกายอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ติดเชื้อ HIV อยู่แล้วอย่างคุณใหม่จะทำให้อาการติดเชื้อเพิ่มทวีคูณขึ้น สำหรับอาการของคุณใหม่นั้น ศ.ดร. พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะวิจัย Operation BIM ที่ค้นพบนวัตกรรม “ภูมิคุ้มกันบำบัด” ได้กล่าวไว้ว่า





         และอย่างกรณีคุณใหม่มีทั้งภาวะปอดติดเชื้อซึ่งนั่นก็คือวัณโรค (TB; Tuberculosis) แล้วก็ไวรัสตับอักเสบบี (HBV; Hepatitis B virus) จะเป็นจำพวกไวรัส ดีซ่าน อะไรประมาณนั้น ส่วนโรคปอดก็คือแบคทีเรีย ไมโครแบคทีเรียมพวกนี้ก็คือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เข้ามาในช่วงตอนที่เขาติดเชื้อ HIV แล้ว เพราะคนติด HIV ส่วนใหญ่จะติด TB แล้วเสียชีวิตมากที่สุดก็คือจาก TB นี่แหละครับ”



         จากคำอธิบายของ ศ.ดร. พิเชษฐ์ บวกกับการที่คุณใหม่ได้บอกว่าเธอละเลยในการดูแลตนเองอยู่ช่วง ณ ขณะหนึ่ง ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่อาการจะทรุดหนักได้ถึงเพียงนี้ เมื่อเธอเริ่มรู้ตัวว่ากำลังจะมองไม่เห็นอีกต่อไป เธอได้บอกคุณแม่ทันทีด้วยความรู้สึกกล้ำกลืนฝืนทน



         “ครั้งสุดท้ายที่เห็นคุณแม่ร้องไห้คือตอนไปหาหมอแล้วทางเราไม่มีประวัติให้โรงพยาบาล ซึ่งตอนนั้นคุณหมอก็พูดจาไม่ดีและจะไม่รักษาเรา นั่นคือตอนสุดท้ายที่เห็นคุณแม่ร้องไห้แล้วเราก็รู้สึกอยากจะตายให้พ้น ๆ ไป ส่วนตอนที่เห็นคุณแม่ครั้งสุดท้ายจริง ๆ คือตอนนั้นแม่ไปเฝ้าที่โรงพยาบาลค่ะ แล้วเราก็บอกแม่ว่า...แม่ หนูมองไม่เห็นแล้ว...เราไม่มีเงินจะรักษา ก็เลยบอกคุณแม่ว่าช่างมันเถอะ บอดก็ให้มันบอดไป ยังมีกำลังใจอยู่ ไม่เป็นไรหรอก เราคอยให้กำลังใจเขาตลอด ทำอะไรก็ลำบากแต่ก็ต้องทำ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ตาบอดแต่ใจเราไม่บอดนะ”



         ต้องยอมรับว่าคุณใหม่ก็เป็นคนที่จิตใจเข้มแข็งพอสมควร คุณแม่คือส่วนสำคัญในชีวิตที่ทำให้คุณใหม่กลับมาสู้กับ HIV และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ แม้จะป่วยจนถึงระยะสุดท้ายแล้วก็ตาม เธอบอกตัวเองเสมอว่า ถึงตาจะบอด แต่ใจไม่บอด อะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องสู้ต่อไป




“ภูมิคุ้มกันบำบัด จุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างชีวิตใหม่”





         แม้ว่าคุณใหม่จะต้องเจอกับเรื่องราวที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต แต่ก็ยังมีคุณแม่ที่คอยเคียงข้างอยู่เสมอ รวมไปจนถึงคนรอบข้างที่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจอย่างไม่ขาดสาย เธอเล่าว่าการที่เธอได้รู้จักกับ “ภูมิคุ้มกันบำบัด” นั้นเป็นความโชคดีของชีวิต จุดเริ่มต้นมาจากคนที่อุปถัมภ์คุณใหม่ไปเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตแล้วเจอเว็บไซต์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ APCO จึงได้ติดต่อมาทาง ศ.ดร. พิเชษฐ์ และได้พบกับจุดเปลี่ยนที่สร้างชีวิตใหม่จากการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ โดยล่าสุดที่คุณใหม่ไปตรวจร่างกายก็ได้พบว่าค่า CD4 สูงขึ้นมาเป็น 410 ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวเธอเองยังคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ด้วยซ้ำ



         “ไปหาคุณหมอ คุณหมอก็บอกว่าดีขึ้นนะ จากค่า CD4 ก็คือ 6 ตอนนั้นคุณหมอไปตรวจก็พบว่าไวรัสตับอักเสบบีกับลำไส้อักเสบก็หาย โรคที่เราเป็นเริ่มหายดี แล้วก็ค่า CD4 เราขึ้นเป็น 200 เราก็รู้สึกว่าร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม่เราไม่ทิ้งเราเลย เราก็เลยบอกตัวเองว่างั้นเราสู้ดีกว่า ผลิตภัณฑ์ของ APCO กินวันละ 9 เม็ด เช้า 3 เม็ด กลางวัน 3 เม็ด เย็น 3 เม็ด ร่างกายมันก็ปกติขึ้นเรื่อย ๆ ทานข้าวก็ได้เยอะขึ้น จากตอนป่วยน้ำหนัก 29 กก. ตอนนี้น่าจะประมาณ 65 กก.แล้วค่ะ”




         จากผู้ติดเชื้อ HIV ระยะสุดท้าย ค่า CD4 ต่ำมากจนแทบจะไม่เหลือภูมิคุ้มกัน ทุกวันนี้คุณใหม่เหมือนได้ชีวิตใหม่ ด้วยกำลังใจอันเต็มเปี่ยมจากคุณแม่ ความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง และได้เจอกับภูมิคุ้มกันบำบัดของ APCO ย้อนกลับไปเมื่อก่อนหน้านี้ที่เธอหมดหวังกับชีวิตจนไม่สนใจที่จะดูแลตนเอง ในวันนี้เธอมีพลังใจอย่างเต็มเปี่ยมและร่างกายกลับมาแข็งแรงได้ แม้บทเรียนสำคัญจะเป็นการสูญเสียดวงตา แต่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ได้บอกกับตัวเองว่า ถ้าตาบอด แต่ใจไม่บอด ชีวิตก็จะเดินไปต่อและก้าวข้ามผ่านทุกอุปสรรคไปได้อย่างแน่นอน




วัณโรค คือ 1 ใน 10 โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมากที่สุด ซึ่ง CD4 (เม็ดเลือดขาวภูมิคุ้มกัน) เป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะโรคนี้ เชื่อเถอะถ้าร่างกายแข็งแรงพอ คุณจะรอดปลอดภัยจากทุกโรค

คุณแอล คือผู้ติดเชื้อ HIV ที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็จะไม่ใช้ยาต้านไวรัส เพราะเธอกลัวผลข้างเคียง จึงเลือก “ภูมิคุ้มกันบำบัด” ในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส จนสำเร็จ!

คุณจอย ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ CD4 เหลือแค่ 3 แต่ปัจจุบันค่า CD4 ของเธอขึ้นมาจนพ้นขีดอันตราย ด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดและแรงใจจากครอบครัว

คุณนิว ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ร่างกายอ่อนแอจนเป็นก้อนเนื้อร้ายปากมดลูกแต่เธอก็ยังมีรอยยิ้มอยู่เสมอตลอดการรักษา นี่คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เธอต่อสู้กับโรคร้ายได้สำเร็จ

นวัตกรรม "ภูมิคุ้มกันบำบัดของ APCO" ไม่ใช่เครื่องหมายการค้า แต่เป็นชื่อสูตรงานวิจัยของคณะนักวิจัย Operation BIM 

บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน)

สาชารัชดาภิเษก ที่อยู่ : 89 อาคารเอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์ ชั้นที่ 30

ถ.รัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400

Google Map